นานาชนิด

องุ่น

องุ่น

องุ่น เป็นพืชยืนต้น มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเลื้อย มีลักษณะเนื้อแข็งและมีลำต้น กิ่งถาวรอายุเกิน 1 ฤดู ถ้าปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติจะเลื้อยเกาะกิ่งไม้ ใบกลมขอบหยักเว้าลึก 5 พู โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง ดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียวมีหมวก จะหลุดออกเมื่อดอกบานกลีบดอกเมื่อบานสีขาว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 กลีบ เป็นผลเดี่ยวที่ออกเป็นพวง (เป็นผลเดี่ยวที่เกิดจากดอกช่อแต่ดอกไม่หลอมรวมกัน) ผลย่อยรูปกลมรีและฉ่ำน้ำ มีผิวนวลเกาะและรสหวาน มีสีเขียว, ม่วงแดงและม่วงดำแล้วแต่พันธุ์ ในผลมีเมล็ดประมาณ 1 – 4 เมล็ด


ทุเรียน เป็นไม้ผลในวงศ์ฝ้าย (Malvaceae) ในสกุลทุเรียน (Durio)[2][1] (ถึงแม้ว่านักอนุกรมวิธานบางคนจัดให้อยู่ในวงศ์ทุเรียน (Durionaceae) ก็ตาม[1]) เป็นผลไม้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นราชาของผลไม้[3][4][5] ผลทุเรียนมีขนาดใหญ่และมีหนามแข็งปกคลุมทั่วเปลือก อาจมีขนาดยาวถึง 30 ซม. และอาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว ถึง 15 ซม. โดยทั่วไปมีน้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม ผลมีรูปรีถึงกลม เปลือกมีสีเขียวถึงน้ำตาล เนื้อในมีสีเหลืองซีดถึงแดง แตกต่างกันไปตามสปีชีส์

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารระเหยที่ประกอบไปด้วย เอสเทอร์ คีโตน และสารประกอบกำมะถัน บางคนบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นหอม ในขณะที่บางคนบอกว่ามีกลิ่นเหม็นรุนแรงจนถึงขั้นสะอิดสะเอียน ทำให้มีการห้ามนำทุเรียนเข้ามาในโรงแรมและการขนส่งสาธารณะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและไขมัน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

ทุเรียนเป็นพืชพื้นเมืองของบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกมาประมาณ 600 ปีมาแล้ว ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้พรรณนาถึงทุเรียนว่า “เนื้อในมันเหมือนคัสตาร์ดอย่างมาก รสชาติคล้ายอัลมอนด์” เนื้อในของทุเรียนกินได้หลากหลายไม่ว่าจะห่าม หรือสุกงอม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการนำทุเรียนมาทำอาหารได้หลายอย่าง ทั้งเป็นอาหารคาวและอาหารหวาน แม้แต่เมล็ดก็ยังรับประทานได้เมื่อทำให้สุก

ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด มีอย่างน้อย 9 ชนิดที่รับประทานได้ แต่มีเพียง Durio zibethinus เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก จนมีตลาดเป็นสากล ในขณะทุเรียนชนิดที่เหลือมีขายแค่ในท้องถิ่นเท่านั้น ทุเรียนมีสายพันธุ์ประมาณ 100 สายพันธุ์ให้ผู้บริโภคเลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีราคาสูงอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิด

ความหมายและความสำคัญของไม้ผลนอกฤดู

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. พีรเดช ทองอำไพ

          การ ผลิตไม้ผลมีวัตถุประสงค์ คือ การได้ผลผลิตเพื่อนำมาจำหน่ายหรือบริโภค ผลผลิตในที่นี้คือ ผลไม้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ไม้ผลนั้นออกดอก ในกรณีของการผลิตผลไม้ตามปกติโดยอาศัยธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก หากเป็นการผลิตเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน ผู้ปลูกก็สามารถรอคอยจนกระทั่งถึงฤดูกาลออกดอก และติดผลตามปกติ ถึงแม้ว่าผู้ปลูกรายอื่นๆ จะมีผลผลิตออกมาบริโภคในช่วงเดียวกันนี้ ก็ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด แตกต่างกับการปลูกเพื่อการค้า ซึ่งราคาของผลิตผลจะแตก-ต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณผลิตผลในขณะนั้นๆ และคุณภาพของผลไม้ คือถ้าเป็นช่วงจังหวะที่มีผลไม้ชนิดนั้นออกสู่ตลาดมาก เช่น ในฤดูกาลออกดอกติดผลตามปกติ ราคาของผลิตผล ก็จะต่ำลง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีผลไม้ออกมาสู่ตลาดน้อย ราคาก็ย่อมต้องสูงขึ้น  ดังนั้น ผู้ที่ปลูกไม้ผลเป็นการค้าหลายราย จึงมีความต้องการที่จะผลิตผลไม้นอกฤดูกาลปกติ เพื่อที่จะได้จำหน่ายผลไม้ในปริมาณเท่าเดิมแต่ได้ราคาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การผลิต ผลไม้นอกฤดูกาลจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่จำเป็นต้อง ใช้  จึงจะได้ผลตามที่ต้องการ
          การออกดอกของไม้ผลแต่ละชนิดนั้นต้องการปัจจัยสนับสนุนแตกต่างกันไป รวมทั้งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกดอกก็ยัง แตกต่างกันด้วย


มะม่วงจัดว่าเป็นผลไม้เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก

V

พูดได้ว่าในสมัยพุทธกาลก็มีคนรู้จักใช้ประโยชน์กันแล้ว

V

ความเก๋าเก่าแก่นี้ยังกระจายอยู่นอกเหนือชมพูทวีป จึงพบเห็นคน

V

จึงพบเห็นคนพื้นเมืองตามท้องถิ่นต่างๆ ของโลกที่รู้จักและมีพรรณพืชมะม่วงอยู่

V

V

ที่สำคัญ

V

v

ชาวบ้านพื้นถิ่นเหล่านี้เป็นที่สะสมองค์ความรู้ในการใช้มะม่วงเป็นทั้งยาและอาหาร 

V

บ้านเมืองของเราจากเหนือจรดใต้ก็นับว่าเรามีความร่ำรวยพันธุ์มะม่วงอย่างมาก

 

V

และยังมีความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารและรับประทานมะม่วงอย่างยิ่ง

 

V

เริ่มตั้งแต่ออกมาเป็นผลเราก็กินมะม่วงสด หรือแต่งเปรี้ยวเป็นยำต่างๆ 

 

V

มะม่วงน้ำปลาหวานพูดแล้วก็น้ำลายสอเชียว

 

V

ยังมีข้าวเหนียวมะม่วงที่ขึ้นชื่อลือชา

V

ส่วนมะม่วงกวน ส้มลิ้ม มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่มหลากหลายรส

 

V

และยังสามารถแปรรูปได้อีกมากมายหลายวิธีเพื่อเก็บไว้กินทั้งปี  

V

 

นอกจากนี้ยอดอ่อนมะม่วงยังใช้เป็นผักแกล้มกับอาหารจำพวกลาบและยำ

V

 

ส่วนใบแก่ของมะม่วงใช้เป็นสีย้อมผ้าให้สีเหลือง

V

 

ในขณะที่เนื้อไม้ของมะม่วงยังใช้ทำเป็นเครื่องเรือนเครื่องใช้

V

 

หรือใช้ในการก่อสร้างได้ด้วย

V

V

V

 

การรับประทานมะม่วงเป็นผลไม้นั้น

V

 

มองในแง่อาหารก็ถือว่าเป็นหมู่อาหารจำพวกผักผลไม้

V

 

แต่มะม่วงในมุมของชาวบ้านทั่วโลกไม่ได้มองว่า มะม่วงเป็นอาหารหมู่หนึ่งเท่านั้น

V

 

เช่น ชาวอินเดีย เชื่อว่าการรับประทานมะม่วงจะช่วยในการขับถ่าย ช่วยขับปัสสาวะ

V

 

(ซึ่งหมายถึงการช่วยขับพิษได้ด้วย) ช่วยกระตุ้นกำหนัด ช่วยทำให้สดชื่น

V

 

เช่นเดียวกับชาวเซเนกัล เชื่อว่าการรับประทานมะม่วงจะทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวา

V

 

ชาวปานามารับประทานมะม่วงสุกเป็นยาช่วยระบาย

V

รสชาติเปรี้ยวของมะม่วงยังมักจะนำไปจับคู่กับสาวๆ

V

 

ก็ต้องบอกว่ามะม่วงเหมาะกับสาวๆ จริงๆ  เพราะมะม่วงใช้เป็นเครื่องสำอางได้ดี

V

 

คุณสมบัติไม่แพ้เครื่องสำอางราคาแพงๆ  วิธีใช้ คือนำมะม่วงสุกพอกหน้าไว้เท่านั้น

V

 

หรือบางที่ก็นำไปปั่นให้เหลวเพื่อทาหน้าก็ได้ 

V

 

เพราะอะไรมะม่วงพันธุ์พืชโบราณเช่นนี้จึงบำรุงผิวได้ ?

V

 

คำตอบคือ มะม่วงมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระจากการที่มีวิตามินซีอยู่สูง

V

 

ซึ่งมีมากกว่ามะนาวถึง 3 เท่า และยังมีคุณสมบัติ reducing glucids

V

 

ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าเรียบลื่นนุ่มชุ่มชื้น ยังช่วยกำจัดเซลที่ตายแล้ว

V

 

จึงช่วยทำให้ผิวหน้าสดใส 

V

V

 

Welcome to WordPress.com! This is your very first post. Click the Edit link to modify or delete it, or start a new post. If you like, use this post to tell readers why you started this blog and what you plan to do with it.

Happy blogging!

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.